Tuesday, February 26, 2013

คุกที่น่ากลัวที่สุดในโลก

ไปดู สถานที่ท่องเที่ยวสุดขนลุก เพียงปรับเปลี่ยนชื่อจาก “สถานกักกัน” มาเป็น “พิพิธภัณฑ์” กับ 5 อันดับ คุกที่น่ากลัวที่สุดในโลก




1. Elmina Castle สาธารณรัฐกานา ปราสาทเอลมิน่า (Elmina Castle) คุกขังทาส แห่ง กานา ซึ่งเดิมก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในฐานะแหล่งการค้าที่สำคัญ ต่อมากลายเป็นเส้นทางการค้าทาสแห่งคาบสมุทรแอตแลนติก ทาสจะถูกขังไว้ในคุกมืดที่มีขนาดเล็กกว่าตู้เสื้อผ้า และมีเพียงช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ให้แสงลอดผ่านเท่านั้น




2. Tuol Sleng Genocide Prison ประเทศกัมพูชา คุกล้างเผ่าพันธ์ Tuol Sleng คุก โตน เสลง แห่ง กัมพูชา เดิมเป็นโรงเรียนมัธยม ต่อมาในปี พ.ศ. 2519 พวกเขมรแดงได้เปลี่ยนโรงเรียนแห่งนี้ให้เป็น S-21 ย่อมาจาก Security Office 21 เพื่อใช้กักขังและขู่เข็ญคนที่คิดว่าเป็นศัตรู หรือเป็นกบฏต่อประเทศชาติและรัฐบาล ทุกภูมิภาค ทุกระดับชั้น รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน โดยจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ผู้ถูกคุมขังสารภาพผิด และลงท้ายด้วยการฆ่า ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็น Tuol Sleng Museum พิพิธภัณฑ์สถานซึ่งจัดแสดงเรื่องราวของการลงโทษของผู้ที่ถูกจับเป็นเชลย




3. Hanoi Hilton กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม คุก ฮานอย ฮิลตัน (Hanoi Hilton) แห่ง เวียดนาม เดิมชื่อ คุก Hoa Lo ถูกใช้โดยอาณานิคมฝรั่งเศสสมัยครอบครองประเทศเวียดนาม เพื่อคุมขังนักโทษทางการเมือง เมื่อทหารเวียดนามเหนือจับทหารอเมริกันได้เป็นจำนวนมาก จึงเกิดชื่อเรียกประชดประชันจากเชลยศึกอเมริกันว่า Hanoi Hilton มีชื่อเสียงด้านการทรมานและฆ่าเชลยทิ้ง ปัจจุบันมีการเก็บห้องขังบางส่วนเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม




4. Devil’s Island เฟรนช์เกียนา ประเทศฝรั่งเศส Devil’s Island เกาะปีศาจ จังหวัดเฟรนช์เกียนา ประเทศฝรั่งเศส เป็นส่วนหนึ่งของเรือนจำแห่งอาณานิคมฝรั่งเศสอันฉาวโฉ่ รวมเวลา 101 ปี ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1852 – 1953 นักโทษราว 80,000 คน ซึ่งถูกส่งมาที่เกาะซาตานแห่งนี้ ไม่มีใครได้กลับเข้าไปที่ฝรั่งเศสอีกเลย หลายคนเสียชีวิตจากโรคร้ายแรง เนื่องจากระบบสุขาภิบาลอันจำกัด และชุมไปด้วยยุง เพราะล้อมรอบด้วยน้ำ ทางเดียวที่จะมีชีวิตรอดคือ..หนี!




5. Alcatraz ประเทศอเมริกา คุก Alcatraz เป็น คุกเก่าแก่และมีชื่อเสียงทีสุดแห่งหนึ่งในอเมริกา Alcatraz เป็นภาษาสเปน แปลว่า นกทะเล เพราะบริเวณนี้นี้เป็นแหล่งอาศัยของนกทะเลจำนวนมาก Alcatraz เป็นคุกที่ไม่เคยมีประวัตินักโทษแหกคุก ไม่ใช่เพราะประพฤติดี แต่เพราะหนียังไงก็ไม่รอด ต่อให้ว่ายน้ำแข็งก็ตายสถานเดียว เพราะน้ำรอบเกาะมีความเย็นจัด คุก Alcatraz ยังได้ชื่อว่าเป็น คุกที่ระบบรักษาความปลอดภัยดีเยี่ยมแห่งแรกของโลก นักโทษหลายคนเสียชีวิตในห้องขังเพราะบาดแผลติดเชื้อ ทรมานเสมือนตายทั้งเป็น และที่สำคัญเรื่องความนของวิญญาณที่นี่ก็ใช่ย่อย ปัจจุบัน คุกอัลคราแทรซ เปิดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว และสามารถพักค้างคืนได้ด้วย..กล้านอนมั้ย!??






 ที่มา : http://travel.mthai.com/world-travel/38823.html

10 อันดับ ภาพถ่ายช็อคโลก!!!

10 อันดับ ภาพถ่ายช็อคโลก!!!

 สำนักข่าวต่างประเทศได้ประมวลภาพถ่ายเหตุการณ์สำคัญทั่วโลกตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ในหัวข้อ ’10 ภาพถ่ายช็อกโลก’ ซึ่งมีภาพเหตุการณ์สงครามประชาชนจากประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2519 ร่วมติดอยู่ด้วย โดยทั้ง 10 ภาพมีดังนี้

   
1. Tragedy of Omayra Sanchez (Frank Fourier) โศกนาฏกรรมแห่งโอเมย์รา ซานเชส ภาพถ่ายของ แฟรงค์ ฟาว์เรอร์ ภาพเด็กติดอยู่ซากดินโคลนถล่ม หลังภูเขาไฟระเบิดที่โคลัมเบีย ปี 1985



2. Operation Lion Heart (Deanne Fitzmaurice) หัวใจยังแข็งแกร่ง ภาพถ่ายของ ดีนนี ฟิทซมัวไรซ์ ภาพของเด็กชายชาวอิรักที่หัวใจยังแข็งแกร่ง แม้ได้รับผลกระทบจากสงครามที่โหดร้าย


3. Bhopal Gas Tragedy 1984 (Pablo Bartholomew) โศกนาฏกรรมแก๊สพิษ ภาพถ่ายของ พาโบล บาร์ทโธโลมิว แก๊สพิษในอุตสาหกรรมระเบิดและฝังร่างผู้เสียชีวิตไว้กว่า 15,000 คน ในอินเดีย


4. After the Tsunami (Arko Datta) หลังคลื่นสึนามิ ภาพถ่ายของ อาร์โก ดัธต้า ภาพหญิงสาวอินเดีย หมดอาลัยตายอยาก ภายในจากคลื่นยักษ์สึนามิถล่มปี 2004


5. World Trade Center 9/11 (Steve Ludlum) 11 กันยายน ภาพถ่ายของ สตีฟ ลัธลัม ในเหตุก่อการร้ายตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ นครนิวยอร์ก ปี 2001




6. The Power of One (Oded Balilty) พลังของหญิงสาว ภาพถ่ายของ โอเด็ต บัลอิลตี้ ที่ถ่ายภาพหญิงสาวพยายามสกัดกั้นตำรวจโดยตัวคนเดียวในอิสราเอล




7. After the Storm (Patrick Farrell) ชีวิตหลังพายุ ภาพถ่ายของ แพทริค ฟาร์เรล ภายหลังพายุเฮอร์ริเคนฮานน่าพัดถล่มเฮติ


8. Thailand Massacre (Neil Ulevich) สังหารหมู่คนไทย ภาพถ่ายของ ไนล์ อูเลวิช ในเหตุสงครามประชาชน 6 ตุลาคม 2519 ที่ท้องสนามหลวง นักศึกษาชายถูกแขวนคอใต้ต้นมะขาม


9. War Underfoot (Carolyn Cole) สงครามเกลื่อนถนน ภาพถ่ายของ แคโรไลน์ โคลล์ ในเหตุสงครามกลางเมืองของไลบีเรีย ทำมีกระสุนปืนเกลื่อนถนน




10. Kosovo Refugees (Carol Guzy) ผู้ลี้ภัยในโคโซโว ภาพถ่ายของ แคโรว์ กุสซี่ ในเหตุการณ์ลี้ภัยของชาวโคโซโว ที่อุ้มเด็ก 2 ขวบลอดผ่านรั้วหนาม





ที่มาเนื้อหาและภาพประกอบ : dek-d.com

Friday, January 11, 2013

เพลงใดนิยมมากที่สุดในโลก

  ถ้าจะถามว่าเพลงใดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก หลาย ๆ ท่านก็คงจะคิดหนักว่ามันคือเพลงอะไรน๊า...


   happy birthday เพลงมีมากมายเป็นหมื่นเป็นแสนเพลง แต่รู้ไหมว่าเพลงใดเป็นเพลงฮิตยอดนิยมของคนทั่วโลก ไม่ว่าเป็นประเทศใดก็มักร้องเพลงนี้ได้ทุกคน หลายคนอาจนึกถึงเพลงชาติของแต่ละประเทศ แต่จริงๆเพลงยอดนิยมและทุกคนร้อนได้ (แต่คงจะคาดไม่ถึง เอ๊ะหรือว่าแค่เจ้าของบล็อกที่คาดไม่ถึง  อิอิ)คือ เพลง “Happy Birthday” หรือเพลงสุขสันต์วันเกิด เพลงนี้เป้นเพลงที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักกันดี มีทำนองเหมือน จะแตกต่างกันไปตามภาษาของแต่ละชนชาติเท่านั้น และหากถึววันเกิดใคร ผู้คนไม่ว่าเป็นชาติใดก็มักร้องเพลงนี้อวยพรวันเกิดให้กับเจ้าของวันเกิด


   เพลงนี้ Happy Birthday เป็นเพลงยอดนิยมและคนทั่วไปรู้จักมากที่สุด รวมทั้งร้องกันบ่อยที่สุดด้วย ไม่ว่าเด็กเล็กหรือคนแก่ก็ร้องเพลงนี้ได้ เพราะมีเนื้อเพลงสั้น ง่าย ได้ใจความ และความหมายดี เมื่อถึงวันเกิดของบุคคลอันเป็นที่รักเพื่อนฝูงญาติมิตรจึงมักร้องเพลงนี้ เพื่ออวยพรและแสดงความยินดีให้กับเจ้าของวันเกิดพร้อมกับมอบเค้กให้เป่าเทียนวันเกิด





ขอบคุณที่มา http://www.ความรู้รอบตัว.com/

รองเท้ากีฬาคู่แรกของโลก

ข้อมูลรองเท้าเบื้องต้น มนุษย์เรามีรองเท้าใช้กันมานานหลายพันปีแล้ว เพราะรองเท้านอกจากช่วยป้องกันเท้าจากสิ่งสกปรก และอาจช่วยป้องกันอันตรายจากของมีคมหนามแหลม เศษแก้วตามพื้นถนนได้ นอกจากนี้รูปแบบของรองเท้าก็จะแตกต่างกันไปตามสภาพอากาศและขนบธรรมเนียม เช่น รองเท้าของชาวจีนก็จะทำจากผ้า รองเท้าของชาวฮอลแลนด์จะทำจากไม้ เรียกว่า ซาบ็อตส์ หรือ คล็อค รองเท้าของชาวอเมริกันอินเดียนทางเหนือจะทำมาจากหนังสัตว์

   ต่อมาชาวอเมริกันอินเดียนทางใต้ได้ค้นพบการนำน้ำยางพาราดิบมาห่อหุ้มเท้า โดยการนำเท้าไปจุ่มลงในน้ำยางพาราดิบ ซึ่งเหมือนกับเป็นรองเท้าต้นแบบเลยทีเดียว

  ในปี ค.ศ. 1830 ชาร์ลส์ กู๊ดเยียร์ ชาวอเมริกันได้ทำการวิจัยเรื่องยางอยู่ ในขณะที่เขากำลังทำวิจัย เขาได้ค้นพบกระบวนการอบยางขึ้นโดยบังเอิญ เมื่อเขาหยดส่วนผสมของยางกับกำมะถันในเตาที่มีความร้อน จึงทำให้ส่วนผสมนั้นแข็งตัวและยืดหยุ่นได้ และจากความบังเอิญนี้เอง เป็นจุดเริ่มต้นของเขาให้เขาคิดและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากยางออกมาอย่างมากมาย นอกจากยางรถยนต์แล้วในผลิตภัณฑ์นั้นก็คือ รองเท้ากีฬาซึ่งนับเป็นรองเท้ากีฬาคู่แรกของโลก และได้พัฒนาจากการตัดเย็บด้วยมือมาเป็นเครื่องจักรในต้นศตวรรษที่ 19 จนกลายมาเป็นอุตสาหกรรมรองเท้าในที่สุด

เดดซี(Dead Sea) ทะเลสาบที่เค็มที่สุดในโลก

   Dead Sea เดดซี(Dead Sea) ทะเลสาบที่เค็มที่สุดในโลก และเป็นทะเลสาบเดดซีได้รับการขนานนามว่าเป็น 'ทะเลสาบแห่งความตาย' เพราะเนื่องมาจากทะเลสาบแห่งนี้มีความเค็มมากกว่าทะเลปกติทั่วไปถึง 6 เท่า ทำให้ปลาไม่สามารถอาศัยอยู่ได้

   ปริศนาความเค็มของทะเลสาบแห่งนี้ก็คือทะเลสาบเดดซีอยู่ในจุดที่ต่ำที่สุดของโลกจุดลึกสุดลึกถึง 400 เมตร แต่จุดตื้นสุดไม่ถึง 5 เมตร ทำให้น้ำทะเลที่ไหลเข้ามาไม่สามารถไหลออกไปได้ และบริเวณนี้ร้อนจัด น้ำจึงระเหยไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เหลือแต่เกลือ เมื่อนานวันเข้า ปริมาณเกลือจึงเพิ่มมากขึ้น ทะเลสาบเดดซีจึงเค็มขึ้นเรื่อยๆ และในฤดูแล้งของบางปี จะพบเห็นผลึกเกลือลอยอยู่บนผิวน้ำเลยทีเดียว ทะเลเดดซีไม่เคยมีใครตกลงไปตาย แม้จะกระโดฆ่าตัวตายก็ตาม เหตุผลก็เพราะน้ำในทะเลเดดซีมีเกลือเป็นส่วนประกอบอยู่มากกว่า 33% ของแร่ธาตุทั้งหมดจึงเค็มกว่าน้ำทะเลทั่วไปถึง 7 เท่า และมีความหนาแน่นสูง

   นอกจากนี้ยังขึ้นชื่อได้ว่าเปรียบเสมือนสปาธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย เดดซีเป็นทะเลสาบปิดซึ่งไม่มีทางออกสู่ทะเลแร่ธาตุนานาชนิดไม่ว่าจะเป็นแคลเซียม โพแทสเซียม แมกนีเซียม เหล็ก แมงกานีส ทองแดง และสังกะสี พากันหลั่งไหลมาทับถมมากมาย ทะเลสาบเดดซีจึงอุดมไปด้วยเหลือและแร่ธาตุอื่นๆ ผู้คนจึงนิยมมาแช่ตัวกันที่นี่ หรือนำโคลนที่อยู่รอบๆ ทะเลสาบไปเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง

    สรรพคุณของเกลือนั้นมีมากมาย นอกจากเกลือจะเป็นเครื่องปรุงรสที่ผู้คนนิยมใช้กันมากที่สุดแล้ว เกลือยังถูกใช้เป็นส่วนผสมของยาและสารเคมีต่างๆ บางยุคสมัยในอดีต เกลือมีค่ามากกว่าทองคำเลยทีเดียว เช่น ในยุโรปจะตีราคาค่าตัวของทาสเป็นเกลือ นอกจากนั้นคำว่า 'เงินเดือน' (Salary) ในภาษาอังกฤษ ก็ยังมีรากศัพท์มาจากคำว่า 'เกลือ (Salt)' ด้วย

Thursday, January 3, 2013

10อันดับ สิ่งมหัศจรรย์ใต้น้ำ

นอกจากปลา ประการัง หอย หรือฉลาม สัตว์ต่างๆที่เราอาจพบเห็นตามหนัง หรือตามสื่อต่างๆ

สิ่งแปลกๆ ใต้ทะเลลึกลงไปอีก มีอะไรบ้าง มาดูกัน

10. เมืองแอนเซต อเล็กซานเดรีย ของอียิป จมอยู่ใต้น้ำ คนพบในปี 1990



9.เรือสงคราม ของสวีเดน ค้นพบในปี 1628


8.โครงกระดูก วินโดเวอร์ พอนด์ ค้นพบในปี 1982 พบหัวกะโหลกกว่า 167 หัว


7.มาเรียน่า เทรนช์โอคลีน พบสัตว์แปลกในมหาสมุทร แปซิฟิคจำนวนมากในปี 1875


6.เรือรบแมรี่โรส ของกษัตริย์เฮนรี่ ค้นพบในปี 1982


5.เครื่องบินไฮโดรเจนระเบิด ที่สเปน ค้นพบซากในปี 1996


4.เรือรบดำน้ำจมในอเมริกาเหนือ และค้นพบซากในปี 1864


3.พบปลาหมึกยังที่ มหาสมุทรทางตอนใต้ ในปี 1925


2.พบพอร์ตรอยัล โดยโจรสลัด ในปี 1981
 
1.พบซากเรือไททานิค ในปี 1985




10อันดับ อาหารที่มีส่วนผสมน่าขยะแขยงที่สุด

อาหารต่างที่คุณทาน โดยที่คุณไม่ได้ทำเอง เช่น ฟาสต์ฟู้ด หรือขนมขบเคี้ยว คุณรู้ไหมว่า มันทำมาจากอะไรบ้าง ? มีส่วนผสมของอะไรบ้าง ? แต่ถ้าคุณรู้คุรอาจจะไม่อยากทานอีกเลย



10อันดับ อาหารที่มีส่วนผสมน่าขยะแขยงที่สุดมาดูกันเลย

10.แม็คโดนัลด์ เบอร์เกอร์เนื้อทั้งหลาย ใช้เนื้อทุกส่วนของวัว รวมทั้งเซลลูไลท์ มาบดรวมกัน ที่สำคัญ มันคือเศษเนื้อจากโรงฆ่าสัตว์

9.โซดา และน้ำอัดลม ใช้สารที่มีพลาสและโซดาอเมริกา 10%

8.หมากฝรั่ง ใช้ลาโนลินเป็นสารเติมแต่ง และน้ำมันลับจากแกะ

7.อาหารสีแดงที่ใส่สี เช่น แยม เค้ก ซอสมะเขือเทศ มีส่วนผสมของด้วงบด

6.พริก wendy มีส่วนผสมของ ซิลิคอน ไดออกไซด์

5.เบียร์ เบียร์สดสีทองที่เราเห็นกันทุกวันนี้ ทำมาจากกระเพาะปัสสาวะปลาแห้ง

4.ขนมปัง มีส่วนผสมของ L-Cryteine และ 80%ของ L-Cryteine ทำมาจากผมของมนุษย์

3.เจลลี่ ทำมาจากผิวหนังหมู เพราะมันมีคอลลาเจน

2.เห็ด มีหนอนที่เรามองไม่เห็นอยู่มากมาย (ต้มสุกแระกลายเป็นโปรตีน)

1.รสชาติของ วนิลาและราสเบอรี่ ในไอศครีม หรือขนมหวาน ทำมาจากน้ำตาลส้ม จากต่อมทวารหนักของตัวบีเวอร์ (มันเป็นตัวยังไงหว่า???)


ฟังดูแล้วไม่ค่อยน่าทานกันเลย เนอะ แต่ ไม่เป็นไร เราคนไทย ทานง่าย อยู่ง่าย และ ทานได้ทุกอย่าง 555




ที่มา http://top10.upyim.com/10อันดับอาหารที่มีส่วนผสมที่น่าขยะแขยงที่สุด