Friday, January 11, 2013

เพลงใดนิยมมากที่สุดในโลก

  ถ้าจะถามว่าเพลงใดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก หลาย ๆ ท่านก็คงจะคิดหนักว่ามันคือเพลงอะไรน๊า...


   happy birthday เพลงมีมากมายเป็นหมื่นเป็นแสนเพลง แต่รู้ไหมว่าเพลงใดเป็นเพลงฮิตยอดนิยมของคนทั่วโลก ไม่ว่าเป็นประเทศใดก็มักร้องเพลงนี้ได้ทุกคน หลายคนอาจนึกถึงเพลงชาติของแต่ละประเทศ แต่จริงๆเพลงยอดนิยมและทุกคนร้อนได้ (แต่คงจะคาดไม่ถึง เอ๊ะหรือว่าแค่เจ้าของบล็อกที่คาดไม่ถึง  อิอิ)คือ เพลง “Happy Birthday” หรือเพลงสุขสันต์วันเกิด เพลงนี้เป้นเพลงที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักกันดี มีทำนองเหมือน จะแตกต่างกันไปตามภาษาของแต่ละชนชาติเท่านั้น และหากถึววันเกิดใคร ผู้คนไม่ว่าเป็นชาติใดก็มักร้องเพลงนี้อวยพรวันเกิดให้กับเจ้าของวันเกิด


   เพลงนี้ Happy Birthday เป็นเพลงยอดนิยมและคนทั่วไปรู้จักมากที่สุด รวมทั้งร้องกันบ่อยที่สุดด้วย ไม่ว่าเด็กเล็กหรือคนแก่ก็ร้องเพลงนี้ได้ เพราะมีเนื้อเพลงสั้น ง่าย ได้ใจความ และความหมายดี เมื่อถึงวันเกิดของบุคคลอันเป็นที่รักเพื่อนฝูงญาติมิตรจึงมักร้องเพลงนี้ เพื่ออวยพรและแสดงความยินดีให้กับเจ้าของวันเกิดพร้อมกับมอบเค้กให้เป่าเทียนวันเกิด





ขอบคุณที่มา http://www.ความรู้รอบตัว.com/

รองเท้ากีฬาคู่แรกของโลก

ข้อมูลรองเท้าเบื้องต้น มนุษย์เรามีรองเท้าใช้กันมานานหลายพันปีแล้ว เพราะรองเท้านอกจากช่วยป้องกันเท้าจากสิ่งสกปรก และอาจช่วยป้องกันอันตรายจากของมีคมหนามแหลม เศษแก้วตามพื้นถนนได้ นอกจากนี้รูปแบบของรองเท้าก็จะแตกต่างกันไปตามสภาพอากาศและขนบธรรมเนียม เช่น รองเท้าของชาวจีนก็จะทำจากผ้า รองเท้าของชาวฮอลแลนด์จะทำจากไม้ เรียกว่า ซาบ็อตส์ หรือ คล็อค รองเท้าของชาวอเมริกันอินเดียนทางเหนือจะทำมาจากหนังสัตว์

   ต่อมาชาวอเมริกันอินเดียนทางใต้ได้ค้นพบการนำน้ำยางพาราดิบมาห่อหุ้มเท้า โดยการนำเท้าไปจุ่มลงในน้ำยางพาราดิบ ซึ่งเหมือนกับเป็นรองเท้าต้นแบบเลยทีเดียว

  ในปี ค.ศ. 1830 ชาร์ลส์ กู๊ดเยียร์ ชาวอเมริกันได้ทำการวิจัยเรื่องยางอยู่ ในขณะที่เขากำลังทำวิจัย เขาได้ค้นพบกระบวนการอบยางขึ้นโดยบังเอิญ เมื่อเขาหยดส่วนผสมของยางกับกำมะถันในเตาที่มีความร้อน จึงทำให้ส่วนผสมนั้นแข็งตัวและยืดหยุ่นได้ และจากความบังเอิญนี้เอง เป็นจุดเริ่มต้นของเขาให้เขาคิดและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากยางออกมาอย่างมากมาย นอกจากยางรถยนต์แล้วในผลิตภัณฑ์นั้นก็คือ รองเท้ากีฬาซึ่งนับเป็นรองเท้ากีฬาคู่แรกของโลก และได้พัฒนาจากการตัดเย็บด้วยมือมาเป็นเครื่องจักรในต้นศตวรรษที่ 19 จนกลายมาเป็นอุตสาหกรรมรองเท้าในที่สุด

เดดซี(Dead Sea) ทะเลสาบที่เค็มที่สุดในโลก

   Dead Sea เดดซี(Dead Sea) ทะเลสาบที่เค็มที่สุดในโลก และเป็นทะเลสาบเดดซีได้รับการขนานนามว่าเป็น 'ทะเลสาบแห่งความตาย' เพราะเนื่องมาจากทะเลสาบแห่งนี้มีความเค็มมากกว่าทะเลปกติทั่วไปถึง 6 เท่า ทำให้ปลาไม่สามารถอาศัยอยู่ได้

   ปริศนาความเค็มของทะเลสาบแห่งนี้ก็คือทะเลสาบเดดซีอยู่ในจุดที่ต่ำที่สุดของโลกจุดลึกสุดลึกถึง 400 เมตร แต่จุดตื้นสุดไม่ถึง 5 เมตร ทำให้น้ำทะเลที่ไหลเข้ามาไม่สามารถไหลออกไปได้ และบริเวณนี้ร้อนจัด น้ำจึงระเหยไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เหลือแต่เกลือ เมื่อนานวันเข้า ปริมาณเกลือจึงเพิ่มมากขึ้น ทะเลสาบเดดซีจึงเค็มขึ้นเรื่อยๆ และในฤดูแล้งของบางปี จะพบเห็นผลึกเกลือลอยอยู่บนผิวน้ำเลยทีเดียว ทะเลเดดซีไม่เคยมีใครตกลงไปตาย แม้จะกระโดฆ่าตัวตายก็ตาม เหตุผลก็เพราะน้ำในทะเลเดดซีมีเกลือเป็นส่วนประกอบอยู่มากกว่า 33% ของแร่ธาตุทั้งหมดจึงเค็มกว่าน้ำทะเลทั่วไปถึง 7 เท่า และมีความหนาแน่นสูง

   นอกจากนี้ยังขึ้นชื่อได้ว่าเปรียบเสมือนสปาธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย เดดซีเป็นทะเลสาบปิดซึ่งไม่มีทางออกสู่ทะเลแร่ธาตุนานาชนิดไม่ว่าจะเป็นแคลเซียม โพแทสเซียม แมกนีเซียม เหล็ก แมงกานีส ทองแดง และสังกะสี พากันหลั่งไหลมาทับถมมากมาย ทะเลสาบเดดซีจึงอุดมไปด้วยเหลือและแร่ธาตุอื่นๆ ผู้คนจึงนิยมมาแช่ตัวกันที่นี่ หรือนำโคลนที่อยู่รอบๆ ทะเลสาบไปเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง

    สรรพคุณของเกลือนั้นมีมากมาย นอกจากเกลือจะเป็นเครื่องปรุงรสที่ผู้คนนิยมใช้กันมากที่สุดแล้ว เกลือยังถูกใช้เป็นส่วนผสมของยาและสารเคมีต่างๆ บางยุคสมัยในอดีต เกลือมีค่ามากกว่าทองคำเลยทีเดียว เช่น ในยุโรปจะตีราคาค่าตัวของทาสเป็นเกลือ นอกจากนั้นคำว่า 'เงินเดือน' (Salary) ในภาษาอังกฤษ ก็ยังมีรากศัพท์มาจากคำว่า 'เกลือ (Salt)' ด้วย

Thursday, January 3, 2013

10อันดับ สิ่งมหัศจรรย์ใต้น้ำ

นอกจากปลา ประการัง หอย หรือฉลาม สัตว์ต่างๆที่เราอาจพบเห็นตามหนัง หรือตามสื่อต่างๆ

สิ่งแปลกๆ ใต้ทะเลลึกลงไปอีก มีอะไรบ้าง มาดูกัน

10. เมืองแอนเซต อเล็กซานเดรีย ของอียิป จมอยู่ใต้น้ำ คนพบในปี 1990



9.เรือสงคราม ของสวีเดน ค้นพบในปี 1628


8.โครงกระดูก วินโดเวอร์ พอนด์ ค้นพบในปี 1982 พบหัวกะโหลกกว่า 167 หัว


7.มาเรียน่า เทรนช์โอคลีน พบสัตว์แปลกในมหาสมุทร แปซิฟิคจำนวนมากในปี 1875


6.เรือรบแมรี่โรส ของกษัตริย์เฮนรี่ ค้นพบในปี 1982


5.เครื่องบินไฮโดรเจนระเบิด ที่สเปน ค้นพบซากในปี 1996


4.เรือรบดำน้ำจมในอเมริกาเหนือ และค้นพบซากในปี 1864


3.พบปลาหมึกยังที่ มหาสมุทรทางตอนใต้ ในปี 1925


2.พบพอร์ตรอยัล โดยโจรสลัด ในปี 1981
 
1.พบซากเรือไททานิค ในปี 1985




10อันดับ อาหารที่มีส่วนผสมน่าขยะแขยงที่สุด

อาหารต่างที่คุณทาน โดยที่คุณไม่ได้ทำเอง เช่น ฟาสต์ฟู้ด หรือขนมขบเคี้ยว คุณรู้ไหมว่า มันทำมาจากอะไรบ้าง ? มีส่วนผสมของอะไรบ้าง ? แต่ถ้าคุณรู้คุรอาจจะไม่อยากทานอีกเลย



10อันดับ อาหารที่มีส่วนผสมน่าขยะแขยงที่สุดมาดูกันเลย

10.แม็คโดนัลด์ เบอร์เกอร์เนื้อทั้งหลาย ใช้เนื้อทุกส่วนของวัว รวมทั้งเซลลูไลท์ มาบดรวมกัน ที่สำคัญ มันคือเศษเนื้อจากโรงฆ่าสัตว์

9.โซดา และน้ำอัดลม ใช้สารที่มีพลาสและโซดาอเมริกา 10%

8.หมากฝรั่ง ใช้ลาโนลินเป็นสารเติมแต่ง และน้ำมันลับจากแกะ

7.อาหารสีแดงที่ใส่สี เช่น แยม เค้ก ซอสมะเขือเทศ มีส่วนผสมของด้วงบด

6.พริก wendy มีส่วนผสมของ ซิลิคอน ไดออกไซด์

5.เบียร์ เบียร์สดสีทองที่เราเห็นกันทุกวันนี้ ทำมาจากกระเพาะปัสสาวะปลาแห้ง

4.ขนมปัง มีส่วนผสมของ L-Cryteine และ 80%ของ L-Cryteine ทำมาจากผมของมนุษย์

3.เจลลี่ ทำมาจากผิวหนังหมู เพราะมันมีคอลลาเจน

2.เห็ด มีหนอนที่เรามองไม่เห็นอยู่มากมาย (ต้มสุกแระกลายเป็นโปรตีน)

1.รสชาติของ วนิลาและราสเบอรี่ ในไอศครีม หรือขนมหวาน ทำมาจากน้ำตาลส้ม จากต่อมทวารหนักของตัวบีเวอร์ (มันเป็นตัวยังไงหว่า???)


ฟังดูแล้วไม่ค่อยน่าทานกันเลย เนอะ แต่ ไม่เป็นไร เราคนไทย ทานง่าย อยู่ง่าย และ ทานได้ทุกอย่าง 555




ที่มา http://top10.upyim.com/10อันดับอาหารที่มีส่วนผสมที่น่าขยะแขยงที่สุด